เกมเศรษฐี (Monopoly) กับกลยุทธ์ทางธุรกิจที่แอบแฝงไว้

เชื่อว่าทุก ๆ คนต้องเคยเล่นเกมเศรษฐีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเกมเศรษฐีแบบกระดาน และแบบเกมเศรษฐีออนไลน์ ที่มีให้เล่นทั้งใน PC และใน Smartphone แต่คงมีน้อยคนที่เคยเล่นเกมเศรษฐีฉบับออริจินอล หรือเกมเศรษฐีแบบ Monopoly จริง ซึ่งบทความนี้จะนำเสนอกลยุทธ์ทางธุรกิจที่แอบแฝงอยู่ในเกม ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ที่ริเริ่มเกมนี้ขึ้นมา

 

กำเนิดเกมเศรษฐี (Monopoly)

เกมเศรษฐีถูกสร้างขึ้นโดยเศรษฐินีชาวอเมริกัน ชื่อ เอลิซาเบธ มาร์กี้ ฟิลลิปส์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และจำลองแบบธุรกิจเพื่อให้คนที่เล่นเกมนี้เห็นว่า คนที่ต้องการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการซื้อที่ดินต่าง ๆ จะได้รับผลตอบแทนกลับมาเป็นอย่างไร และผู้เช่าจะเสียค่าเช่าต่อเจ้าของที่ดินจนหมดตัวได้หรือไม่ พร้อมสอดแทรกความเข้าใจเรื่องภาษี และอุปสรรคอื่น ๆ ในเริ่มแรก เกมเศรษฐีที่เอลิซาเบธคิดค้นขึ้น ถูกตั้งชื่อว่า แลนด์ลอร์ด (The Landlord’s Games) และได้จดสิทธิบัตรในปี 1904 แม้เกมจะมีความสนุกและเร้าใจ แต่เกมนี้ก็เป็นที่รู้จักในวงแคบ ๆ จนเมื่อ ชารล์ส แดโรว์ ได้มาลองเล่นเกมนี้ก็มีความชื่นชอบและนำไปพัฒนาต่อ โดยเริ่มจากสร้างเกมนี้ขึ้นมาเล่นเองก่อน และเพิ่มการซื้อ-ขายในกระดาน เมื่อเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อน ๆ ก็เริ่มผลิตขายในชุดละ 4 ดอลล่าร์ จากนั้นจึงได้ขายให้บริษัทผลิตของเล่นชื่อ Parker Brother ซึ่งได้ปฏิเสธไปในครั้งแรก แต่ต่อมาประธานบริษัทก็ได้ลองเล่นด้วยตัวเองจึงตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์นำไปพัฒนาต่อ จนกลายเป็นเกมเศรษฐีในนาม Monopoly ที่ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันนี้

 

กติกาสำคัญในการเล่นเกมเศรษฐี

เกมนี้สามารถเล่นได้ถึง 4 คน โดยเริ่มเล่นทีละคน วิธีการเล่นคือผู้เล่นจะมีตัวเดินแทนตัวคนละหนึ่งตัว เคลื่อนที่ไปรอบกระดานโดยการทอยลูกเต๋า 2 ลูก หากลูกเต๋าออกเลขที่เหมือนกันทั้งสองลูก ก็จะได้ทอยอีกครั้ง เมื่อเดินตามแต้มที่ทอยได้แล้ว ก็จะผลัดให้คนอื่นได้เล่นบ้าง โดยตอนเริ่มเล่นเกมจะมีเงินตั้งต้นให้จำนวนหนึ่ง และเมื่อเดินครบกระดานก็จะได้รับเงินเดือนอีกจำนวนหนึ่งไปเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่เดินครบรอบ

หลักสำคัญคือ เมื่อเดินตามแต้มลูกเต๋าที่ทอยไปตกตามช่องเมืองต่าง ๆ ถ้ายังไม่มีเจ้าของ ก็สามารถซื้อไว้เป็นของตัวเองได้ ถ้าคนอื่นมาตกช่องที่เมืองที่เราเป็นเจ้าของ เราก็จะได้รับค่าเช่า แต่ถ้าตกเมืองคนอื่น เราก็จะต้องเสียค่าเช่า ซึ่งเราสามารถพัฒนาเมืองเพิ่มเติมได้ด้วยการซื้อบ้านและโรงแรม ซึ่งจะทำให้ค่าเช่าของเราเพิ่มขึ้นด้วย  หรือบางครั้งเราอาจตกช่อง Chance หรือช่อง Chest ก็จะต้องเสี่ยงดวงจากการเปิดการ์ดว่าจะต้องเจอสถานการณ์อะไร จะต้องเสียเงิน เสียภาษา หรือได้เงิน เกมจะจบลงเมื่อมีผู้ล้มละลายจนเหลือผู้ชนะเพียงคนเดียว

 

กลยุทธ์ทางธุรกิจที่แอบแฝงอยู่ในเกม

อย่างที่บอกไปว่าเกมนี้คือเกมเศรษฐี คนที่เข้าใจกติกานี้ดีอยู่แล้วว่าเกมนี้จะเน้นให้รู้จักการลงทุน ยิ่งซื้อเมืองไว้มากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสที่คนอื่นจะเดินมาตกและต้องเสียค่าเช่าให้เรามากขึ้น แต่บางครั้งถ้าเราโลภมาก ซื้อเมืองไว้จนเงินสดไม่มีเหลือ ถ้าไปตกเมืองคนอื่นแล้วไม่มีเงินจ่าย ก็จะต้องเอาที่ไปจำนองหรือยอมขายแบบขาดทุนไป ในส่วนคนที่ไม่กล้าลงทุน เมื่อเดินผ่านเมืองแพง ๆ ก็ไม่กล้าซื้อ ซื้อไว้แต่เมืองถูก ๆ รอเวลาเดินครบกระดานแล้วรับเงินเดือน เมื่อเล่นนาน ๆ ไปก็จะเก็บค่าเช่าได้น้อย และต้องเสียค่าเช่าแพง ๆ ให้คนอื่น จนสุดท้ายเงินก็หมดแล้วก็แพ้ไปเอง ทั้งสองสิ่งนี้ เหล่านักธุรกิจจะเข้าใจดีในศัพท์ Cash Flow หรือกระแสเงินสดและสภาพคล่อง

ความแตกต่างของเกมเศรษฐีแบบ Monopoly กับเกมเศรษฐีแบบไทย ๆ คือ Monopoly จะมีช่องที่สีเหมือนกัน และติดกัน หากเราเป็นเจ้าของช่องที่มีสีเดียวกันได้ทั้งหมด เราก็จะได้โบนัสเพิ่มอีกเมื่อมีคนมาตก ซึ่งลักษณะแบบนี้ เป็นการทำธุรกิจที่เรียกว่ากลยุทธ์การเติบโตแบบมุ่งเน้นเป้าหมาย หรือหากคนอื่นกำลังจะได้เมืองสีเดียวกันทั้งหมด แต่เราไปขัดขวางด้วยการซื้อเมืองตัดหน้าไว้ก่อน นี่คือการทำธุรกิจแบบปิดโอกาสคู่แข่ง เพื่อลดความเสี่ยงของเราเองที่จะต้องเสียค่าเช่าแพงขึ้น แต่เกมเศรษฐีฉบับประเทศไทยจะไม่มีเมืองที่มีสีเดียวกัน จึงทำให้คนไทยยังขาดการเรียนรู้กลยุทธ์ในส่วนนี้อยู่มาก

และสิ่งที่สำคัญที่สุดในเกมเศรษฐีอีกอย่างคือ ไม่ว่าคุณจะบริหารเก่งแค่ไหน มีเมืองมาก หรือมีเงินสดมาก คุณก็อาจจะแพ้เกมนี้ได้หาก “ดวง” ไม่ดี พบเจอ “อุปสรรค” ตลอดเกม สิ่งเหล่านี้เกมเศรษฐีออกแบบมาให้เรียกว่าสถานการณ์ เหมือนที่กล่าวไปในขั้นตอนของกติกา หากคุณไปตกช่อง Chance หรือ Chest คุณจะต้องเจอสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่รู้ว่าจะดีหรือจะร้ายในการเปิดการ์ดเสี่ยงดวง ชีวิตจริงของนักธุรกิจก็เช่นกัน บางคนเก่งการตลาดมาก มองการตลาดเฉียบขาด มีลูกน้องที่ดี มีกระแสเงินสดที่คล่อง แต่สุดท้ายเมื่อเจออุปสรรคต่าง ๆ แบบไม่ตั้งตัว เช่นน้ำท่วมแล้วข้าวของเสียหาย ลูกน้องยักยอกฉ้อโกง มีคู่แข่งที่น่ากลัวกว่า ก็อาจทำให้บริษัทต้องประสบความล้มเหลวได้ในท้ายที่สุด

เกมทุกชนิดมีประโยชน์ในตัวของมันเอง หากเราตั้งใจมองมันมากกว่าแค่ความสนุกที่ได้รับ ใครที่ยังไม่เคยเล่น ถ้ามีโอกาสอยากให้ลองซื้อมาเล่นกันดูทั้งแบบกระดานและแบบแอพพลิเคชั่น (ที่ไม่ใช่ Netmarble นะ) เผื่อวันหนึ่งจะเอาไปใช้ปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับธุรกิจของคุณได้

Source : Sirichaiwatt

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *