เจ้าหญิงไดอาน่า “ราชินีในดวงใจ” แห่งสหราชอาณาจักร

ฉันมีโอกาสได้พบกับเจ้าหญิงไดอาน่าในปี 1991  ซึ่งในช่วงเวลานั้น ฉันมีอายุได้เพียง 11 ปี ซึ่งฉันเป็นหนึ่งในคณะนักร้องประสานเสียงของโบสถ์เซนต์จอร์จปราสาทวินเซอร์ซึ่งพวกเราได้ร่วมร้องเพลงเฉลิมฉลองให้กับพระราชวงศ์เนื่องในวโรกาสสำคัญ เจ้าหญิงไดอาน่าได้เสด็จเข้ามาสนทนากับเด็กหนุ่มในกลุ่มของเราอย่างไม่ถือพระองค์ในคริสตจักรหลังจากการร้องเพลงเสร็จสิ้นลง พระองค์ทรงเป็นมารดาของบุตรชายที่มีวัยใกล้เคียงกันกับวัยของเด็กหนุ่มในกลุ่มของเรา โดยที่การสนทนาส่วนใหญ่นั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับความยากลำบากของการใช้ชีวิตในโรงเรียนกินนอน ฉันจำเหตุการณ์ในขณะนั้นได้ดี ในตอนนั้นสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกสงสัยใคร่รู้เอามาก ๆ ก็คือความสัมพันธ์ของเจ้าหญิงไดอาน่ากับพระราชวงศ์ ซึ่งมันทำให้ฉันเกิดความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเอามาก ๆ เพราะพระองค์ดูไม่เหมือนคนในครอบครัวของพระองค์เท่าใดนัก แต่ในตอนนี้ฉันมาอายุมากพอที่จะตระหนักได้ว่า สิ่งที่พระองค์ทรงตอบคำถามนั้น มันเป็นลักษณะที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของพระองค์อย่างชัดเจน และอย่างน้อยที่สุดประชาชนที่ได้รู้จักพระองค์ก็ได้แสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจที่มีให้กับพระองค์ แม้บางครั้งฉันจะรู้สึกว่ามันออกจะมากไปซักหน่อยก็ตาม

และนี่ก็คือเจ้าหญิงไดอาน่าที่จะทรงให้สัมภาษณ์กับทางสำนักข่าวบีบีซีของมาร์ติน บาชีร์ในปี 1995 เกี่ยวกับชีวิตแต่งงานที่ล่มสลายของพระองค์กับเจ้าฟ้าชายชาร์ล ซึ่งพระองค์ก็ได้ตรัสถึงการประพฤตินอกใจของทั้งสองฝ่ายและการที่พระองค์ต้องต่อสู้กับโรค bulimia และเมื่อถูกถามถึงการที่พระองค์จะต้องทรงเป็นพระราชินีของประเทศ ในอนาคต เจ้าหญิงไดอาน่าทรงกล่าวว่าพระองค์ทรงอยากที่จะเป็น “ราชินีในดวงใจของผู้คน” มากกว่า ซึ่งข่าวนี้ก็ได้สร้างความครึกครื้นให้ประชาชนชาวอังกฤษไม่น้อยเลย

กาลเวลาผ่านไป 20 ปีแล้วหลังจากการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอาน่าเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 1997  และนี่ก็เป็นมรดกซึ่งพระองค์ได้ทิ้งเอาไว้ให้พวกเรา “ราชินีในดวงใจ” ซึ่งอาจจะน้อยไปด้วยซ้ำ เพราะพระองค์เป็นอะไรที่มากกว่าการเป็นราชินีในดวงใจ พระองค์ได้แสดงออกถึงความกล้าหาญที่จะหลุดออกจากกรอบของความคร่ำครึมหัวโบราณของสถาบันในการพยามยามปกปิดการอภิเษกสมรสที่ต้องพบกับความล้มเหลว และยังรวมไปถึงความรู้สึกเจ็บปวดที่เธอได้รับที่จำต้องเก็บซ่อนเอาไว้ในใจแต่เพียงผู้เดียว

อย่างไรก็ตามสิ่งต่างๆ ก็ได้เปลี่ยนแปลงแปลงไปแล้วในปัจจุบัน ผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมอย่าง Winston Churchill, Harold McMillan และ Margaret Thatcher ได้หมดอำนาจทางการเมืองลง โดยจะมีว่าที่ผู้นำที่มีอำนาจทางการเมืองคนใหม่ซึ่งเป็นตัวแทนจากพรรคแรงงาน  Tony Blair ซึ่งก็จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในรอบเกือบสองศตวรรษ ซึ่งก็จะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมปี 1997 มันเป็นการส่งมอบจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง  ประเทศซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของผู้ทรงอำนาจสีเทา ๆ ภายหลังสงคราม  ที่พร้อมจะก้าวไปสู่ความเปลี่ยนแปลงโดยสถาบันทางการเมืองแห่งใหม่ที่ยังเยาว์วัยซึ่งจะนำพาอังกฤษไปสู่ศตวรรษที่ 21

ในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่นายโทนี่ แบลร์ได้เข้ามามีอำนาจ เจ้าหญิงไดอาน่าได้ทรงหย่ากับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ แต่แล้วก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่ได้สร้างความสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่ว เปรียบประดุจระลอกคลื่นแห่งความเศร้าโศกที่ถาโถมเข้าใส่คนทั่วประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นกับพิธีศพของพระองค์

การไว้อาลัยให้กับเจ้าหญิงไดอาน่าเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ที่ท่วมท้นไปด้วยความโศกเศร้าของสหราชอาณาจักร  ฝูงชนจำนวนมากมายได้ปลดปล่อยความเศร้าโศกเสียใจออกมาทั้งในที่สาธารณะและตามถนนหนทางสายต่าง ๆ รอบ ๆ บริเวณบ้าน Kensington Palace เต็มไปด้วยดอกไม้ที่กองสูงท่วมท้นจนเป็นภูเขาเลากา และเมื่อไม่นานมานี้เอง ความเศร้าโศกของฝูงชนก็เปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นที่มีต่อปาปารัสซี่ที่มีบางคนเชื่อว่าเป็นสาเหตุของการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอาน่า รวมทั้ง Queen Elizabeth ที่ไม่ได้แสดงท่าทีแยแสใด ๆ ทั้งสิ้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ในปีที่ผ่านมา กระแสความรู้สึกของเราในสหราชอาณาจักรใกล้ที่จะถึงขีดจำกัด ดูเหมือนว่าพวกเราจะร้องไห้ง่ายขึ้นและโกรธง่ายขึ้นและมักจะแสดงอาการอยู่เป็นระยะ ๆ ความรู้สึกสุดขั้วเหล่านี้แสดงออกมาในระดับชาติ เมื่อโทนี่ แบลร์นำประเทศเข้าสู่สงครามกับอิรักในปี 2546 ฝ่ายค้านที่มีอาการเดือดดาลนำคนนับล้านเข้าสู่ถนนเพื่อก่อการประท้วง และเมื่อเด็กวัยกำลังหัดเดิน Madeleine McCann ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่อยรอยจากรีสอร์ทในวันหยุดในปี 2007 ในปี 2012 เมื่อกรุงลอนดอนเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ประเทศก็ดูเหมือนจะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความสุขสันต์อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ดูเหมือนว่าความเศร้าโศกและความโกรธยังคงไม่ได้หลบลี้หนีหน้าไปไหน มันยังคงรอเวลาที่จะสาดซัดใส่ผู้คนเป็นวัฏจักรอยู่ต่อไปอย่างเช่นในเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งร้ายแรงที่ Grenfell Tower ในกรุงลอนดอนเมื่อต้นฤดูร้อนที่ผ่านมา

การแสดงความเคารพที่เราเคยมีให้กับสถาบันทางการเมืองกลายเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญไปเสียแล้ว การโหวตของพวกเราที่แสดงออกให้เห็นถึงความต้องการที่จะออกจากจากสหภาพยุโรปเมื่อปีที่แล้วเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านชนชั้นนำของประเทศ ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการสิ้นพระชนม์ของเจ้าไดอาน่า การล่มสลายของเศรษฐกิจโลก การขยายตัวของสื่อออนไลน์และแนวโน้มของการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานที่เปลี่ยนแปลงไป  ประเด็นที่เรากำลังพูดถึงกันก็คือความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตชาวอังกฤษในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และเจ้าหญิงไดอาน่าก็จะทรงผ่านเราไป เนื่องจากสหราชอาณาจักรกำลังเรียนรู้ที่จะเป็นประเทศที่แตกต่างกัน และประเภทเดียวกันกับคนอย่างที่พระองค์ทรงได้เป็น – จริงใจต่ออารมณ์ความรู้สึกของตนเอง – ซึ่งสิ่งนี้จะได้รับอนุญาตให้เติบโตขึ้นได้ในสหราชอาณาจักรในศตวรรษที่ 21 เจ้าหญิงไดอาน่ายังคงมีพระชนม์ชีพอยู่  เพียงแค่คุณมองไปที่ผลงานที่ผู้สืบเชื้อสายของพระองค์กำลังทำอยู่ ซึ่งไม่ใช่แค่ทำตามหน้าที่ของพวกเขาเท่านั้น แต่เป็นการกระทำที่แสดงออกให้เห็นว่าพวกเขาพร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างชาวอังกฤษเสมอ  ซึ่งราชินีในดวงใจจะต้องภาคภูมิใจ

Source : Time

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *