โรค Burnout โรคเล็กๆทางจิต ที่แฝงไปด้วยความอันตรายที่คาดไม่ถึง

หลายคนที่ประสบปัญหาโรคเครียดจากการทำงาน หรือเรื่องราวส่วนตัว จนไม่มีทางระบายออก หรือบอกใครได้ อาจเป็นสิ่งที่วัยผู้ใหญ่อย่างเราๆไม่ควรมองข้ามและต้องดูแลเอาใจใส่ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว เนื่องจากอัตราการเกิดสภาวะโรคเครียด มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี และทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา นั่นก็คือโรคซึมเศร้า ซึ่งโรคซึมเศร้าอาจเกิดจากสภาพแวดล้อมของแต่ละคนไม่เอื้ออำนวย หรือสังคมการทำงานส่งผลต่อสภาพจิตใจอย่างรุนแรง ทำให้หลายคนรู้สึกไม่อยากไปทำงานหรือหมดไฟในการทำงานนั่นเอง แต่เนื่องด้วยจากภาระหน้าที่ๆต้องรับผิดชอบ ทำให้แต่ละคนต้องก้มหน้าก้มตาทำมันต่อไป ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ทั้งนี้ มันก็ทำให้ทุกคนเออออกันเอาเองว่า พวกเขาต่างเป็นโรคซึมเศร้ากันทั้งนั้น ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว สภาวะแบบนี้ เราอาจำไม่จำเป็นต้องเรียกมันว่าโรคซึมเศร้าซะเสมอไป แต่มีการบัญญัติชื่อโรคนี้มาแล้วว่า มันเป็นภาวะของโรค Burnout หรือโรคขาดแรงจูงใจนั่นเอง

อันที่จริงแล้ว โรคซึมเศร้า เป็นโรคที่เกิดจากสภาพจิตใจที่หดหู่ หงุดหงิด ก้าวร้าวในตัว ซึ่งผลของมันจะร้ายแรงกว่า โรค Burnout มากๆ หลายคนมักจะเหมารวมว่าโรคที่เขาเป็นอยู่มันคือโรคซึมเศร้า ซึ่งถ้าไม่ร้ายแรงถึงขั้นฆ่าตัวตาย มันก็จะจัดอย่างในหมวดหมู่ของโรคนี้เท่านั้นเอง โรค Burnout เป็นความอ่อนแรงทางจิต ที่มองข้ามไม่ได้ เพราะมันจะส่งผลไปถึงสภาพจิตใจและร่างกายทุกส่วน ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาเช่น โรคกระเพาะ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคขาดสารอาหาร จนไปถึงเส้นเลือดในสมองตีบ ทุกอย่างล้วนสามารถเกิดมาจากต้นตอของโรคนี้ได้เหมือนกันหมด ไม่ต่างอะไรจาก โรคซึมเศร้า เพียงแต่โรคนี้จะขับเคลื่อนจิตใจเราให้อ่อนล้า และหมดกำลังใจที่จะทำงานต่อ เหมือนไม่อยากที่จะตื่นมาทำงานหรือทำกิจกรรมอะไรทั้งสิ้น จนท้ายที่สุด ความน่ากลัวของ Burnout จะค่อยๆเผยโฉมของมันออกมา ผ่านโรคต่างๆ รวมไปถึงเป็นไข้ด้วย

ที่สำคัญ การที่เป็นโรคนี้ ก็สามารถส่งผลกระทบต่องานและสังคมได้อีกด้วย เพราะสภาวะของจิตใจอ่อนแรง จะทำให้คนๆนั้น ไม่เจริญอาหาร สมองขาดออกซิเจนทำให้สติมึนงง และง่วงนอน อันเป็นห่วงโซ่ไปถึงเรื่องของอารมณ์ที่ทำให้ โมโหง่าย ไม่มีสมาธิ มีความวิตกกังวลอย่างรุนแรง ซึ่งแน่นอนว่า การเหนื่อยล้าจากการทำงาน เป็นสาเหตุหลักของอาการนี้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น หากใครที่รู้ตัวว่ากำลังรับความเสี่ยงที่จะเป็นโรคดังกล่าวนี้อยู่ ก็ควรจะระวังให้มากๆ เพราะมันก็เป็นโรคระยะขั้นหนึ่งที่นำไปสู่ความเครียดลึกๆ และความวิตกกังวลได้เช่นกัน เป็นเหตุให้มีโอกาสคิดฆ่าตัวตายได้ หากสภาพจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ควรจะได้รับการรักษาโดยการไปพบจิตแพทย์ หรือหาเพื่อนคุยเพื่อระงับโรคโดยด่วน

ปัจจุบัน สภาวะของ Burnout มักจะมีที่มาจากเรื่องราวสะเทือนใจของผู้ป่วยได้เหมือนกัน และก็มีแนวโน้มที่ประเทศไทยจะเกิดผู้ป่วยโรคนี้ได้มากกว่า  7 ใน 10 คนด้วยซ้ำ เพราะการแข่งขันและการทำงานค่อนข้างสูงในแต่ละปี ไล่ระดับตั้งแต่นักศึกษาจนมาถึงพนักงานรุ่นอาวุโส ก็มีโอกาสเสี่ยงได้ไม่ต่างกันเลย ซึ่งแน่นอนว่าความผิดปกติทางด้านอารมณ์และจิตใจ ไม่สามารถแก้ไขได้เท่ากับร่างกาย เพราะฉะนั้นคนที่ป่วยเป็นโรคนี้อยู่ ควรจะได้รับการบำบัดหรือมีใครสักคนเป็นคนคอยให้กำลังใจอยู่ไม่ขาด

ซึ่งวิธีการแก้ไขนั้น เบื้องต้นสามารถทำได้และยับยั้งได้ โดยการ ออกกำลังกาย หรือหาเพื่อนสังคมใหม่ๆที่เข้าใจเรา ออกไปเที่ยวรีแล็กบ้าง หรือหากิจกรรมทำเพื่อให้ตัวเองผ่อนคลาย พยายามมองโลกในแง่ดีทุกครั้ง เสพสื่อที่ทำให้หัวเราะได้ เพื่อยับยั้งขั้นตอนการเกิดสภาวะ Burnout แต่ถ้าจะให้ดีเลยจริงๆ ควรออกไปเที่ยวและพักผ่อนร่างกาย นอนหลับให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้พอเพียงต่อวัน และต้องเป็นอาหารที่เราชื่นชอบด้วย เพื่อส่งเสริมให้สภาพจิตใจดีขึ้น แต่ถ้าหากว่าตัวเองอยากไดเอทหรือลดความอ้วนก็ควรมองหาอาหารที่เหมาะสมเข้าไว้ เท่านี้อาการของโรคดังกล่าวก็จะเริ่มค่อยๆชินชากับตัวเรา และไม่เป็นอีก

จากการสัมภาษย์หรือสอบถามผู้คนที่มีโอกาสเป็นโรคนี้แล้ว ส่วนใหญ่ มักจะเริ่มมาจากความไม่ถนัดของตัวผู้ป่วย ที่มีโอกาสทำงานจริง แต่ไม่ถนัดเรื่องการปฏิบัติงานที่รับมอบหมายได้ ทั้งยังอาจจะโดนหัวหน้างานดุ เพื่อนร่วมงานนินทา จนเก็บเอาไปคิด ทำให้สมองเริ่มสั่งการและยับยั้งอารมณ์ให้หลั่งสารเอ็นโดรฟิน (สารแห่งความสุขและผ่อนคลาย) ได้น้อยลงเรื่อยๆ นอกจากนั้น ความใส่ใจในงานจะตกลง และเริ่มถูกหัวหน้าตำหนิขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอัตราการเกิดของพนักงานออฟฟิศในแต่ละปี เริ่มจะมีการเกิด Burnout สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

และที่แน่นอนไปกว่านั้นก็คือ  มันจะก่อกลุ่มมากสุดในช่วงผู้ป่วยที่เป็นหัวหน้าครอบครัว หรือมีครอบครัวแล้วทั้งนั้นเพราะด้วยภาระหน้าที่และทรัพย์สินต่างๆที่ต้องผ่อน ทำให้สภาวะความเครียดของคู่สมรสมีมากกว่าบุคคลที่โสดเป็นสองเท่าตัวได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ ก็มีโอกาสส่งผลไปถึงเด็กในท้องด้วยเช่นกัน ทำให้เด็กที่เกิดมาในยุคใหม่ เสี่ยงต่อการมีสภาพจิตใจที่อ่อนแอกว่าเหตุได้ด้วย ดังนั้นแล้ว เราจึงต้องหันมาช่วยกันลดสภาวะเหล่านี้ ซึ่งเริ่มจากหาเวลาพักผ่อนหรือไปเที่ยวกับครอบครัวบ้าง เพื่อลดอารมณ์ความเครียด อันเป็นเหตุของความอันตรายทางด้านจิตใจและโรคนี้ต่อไป

Source : Thestandard

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *